" ป้าง" ชายหนุ่ม "หัวโบราณ" คนนี้ ปัจจุบันอายุ 35 ปี มีครอบครัวแล้ว เคยเป็นศิลปินดูโอในนาม "ไฮดร้า" มีอัลบั้มชื่อ "อัศเจรีย์"
ดังเปรี้ยงปร้างมากๆ เมื่อ 10 ปีก่อน จนได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ด สาขาวงดนตรีหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ประจำปี 2535 เพลง "ดึกแล้ว"
จากอัลบั้มนั้นยังอินจัดมาจนถึงทุกวันนี้ มีอัลบั้มเดี่ยวตามมาอีก 4 ชุด ชื่อ "ไข้ป้าง" "ฉลองครบรอบ 30 ปี" "ขายหน้า" และ ล่าสุด "หัวโบราณ"
แน่นอนว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไปอีก แต่จะเมื่อไหร่ ไม่รู้...
คอนเซ็ปต์ "หัวโบราณ"
อัลบั้มนี้ของพี่เบาลงกว่าอัลบั้มชุดก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด วิธีการบันทึกเสียง พี่ก็เลือกใช้วิธีแบบโบราณ
คือ ใช้คนจริงๆ มาอัดดนตรีสดทุกชิ้น และวิธีการมิกซ์เสียงก็ใช้วีธีโบราณอีก คือแทนที่จะมิกซ์ในคอมพิวเตอร์
ก็มาใช้การมิกซ์บนบอร์ดใหญ่ๆ ซึ่งวุ่นวายมาก แต่มันก็ได้เสียงแบบที่เราอยากให้เป็น พี่ว่าเครื่องดนตรีเวลาเรามิกซ์เสียงบนบอร์ดแบบเก่า
มันจะได้เสียงและบรรยากาศที่มีมิติ พี่รู้สึกว่าเราชอบสิ่งที่เก่าๆ แบบนี้ ก็เลยน่าจะนำมาเป็นเรื่องราวรวมของอัลบั้ม เลยเรียกว่า "หัวโบราณ" ซะเลย
วิธีการคิดต่างไปจากชุดก่อนไหม
วิธีการคิดของพี่ไม่ต่างจากชุดที่แล้วๆ มา วิธีการคิดยังเป็นรูปแบบของตัวพี่เหมือนเดิม คือ
พี่มักจะมีอะไรแฝงไว้ในเพลงหรือสอดแทรกอะไรไว้ในเพลงให้คนฟังได้คิดต่อ คิดตามได้
ช่วงเวลาระหว่างชุดที่แล้วกับชุดนี้ มีเรื่องต้องจัดการ ?
พี่หายไป 2 ปีกว่า เกือบๆ 3 ปี คือ มีช่วงที่พี่ไปปลูกเรือนหอ สร้างบ้าน ใช้เวลาไปหนึ่งปีเต็มๆเลย ตั้งแต่เป็นพื้นที่ดินเปล่าๆ
จนสร้างเสร็จ ตกแต่งเป็นบ้านเลย พอแต่งงานเสร็จ เข้าอยู่ในบ้านใหม่เรียบร้อย ถึงเริ่มแต่งเพลงชุดนี้ ใช้เวลาแต่งนานเหมือนกัน 4 เดือนกว่า
แล้วก็เข้าห้องอัดอีก 4 เดือนกว่า
ทำไมถึงเลือกมาทำงานกับจิราฟ เรคคอร์ดส
พี่มีโอกาสได้คุยกับ พี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค ก่อน ว่าถ้าพี่ทำอัลบั้มของพี่เองเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์
แล้วนำมาเสนอกับทางพี่ดี้ เขาจะสนใจมั้ย พี่ดี้ก็บอกว่าสนใจ เพราะเขากำลังจะปัดฝุ่น จิราฟ เรคคอร์ดส อยู่แล้ว
ซึ่งทางจิราฟ เรคคอร์ดส มีคอนเซ็ปต์อยากให้ศิลปินในค่ายทำงานเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว คลิกลงตัวกันพอดี
พี่ดี้ก็เลยให้พี่คุยกับ พี่ฉ่าย-สมชัย ขำเลิศกุล ซึ่งดูแลจิราฟ เรคคอร์ดสอยู่ เขาก็ปล่อยให้พี่ทำงานมาเองร้อยเปอร์เซ็นต์
แล้วก็เอามาให้ฟัง ไม่มีแก้ไขจากเดิมเลย คตอนแรกพี่ทำเดโมมาให้ฟัง 4 เพลง พอทางผู้ใหญ่ฟังก็โอเค
หลังจากนั้นพี่ก็เข้าไปง่วนอยู่ในห้องอัดเองคนเดียวเหมือนเดิม คือเหมือนชุดก่อนๆ ที่ทำมา
เพลงลูกทุ่งในอัลบั้ม สื่อถึงความเป็น "หัวโบราณ" รึเปล่า
พี่ไม่ถือว่าว่าลูกทุ่งเป็นของโบราณ แต่พี่ถือว่าลูกทุ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย พี่ชอบความเป็นไทย
สังเกตว่าอัลบั้มเดี่ยวของพี่ทุกชุดจะมีความเป็นไทยปนอยู่ ปกอัลบั้มก็จะมีแต่ภาษาไทย คือ
พี่จะเลี่ยงภาษาอังกฤษให้มากที่สุด เพราะรู้สึกว่าเราก็มีภาษาของเราใช้อยู่แล้ว แล้วลูกทุ่งก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของภาษาไทย
ของคนไทย จริงๆ พี่เป็นคนชอบความเป็นไทย หลังๆ นี่พี่ฟังเพลงลูกทุ่งแล้วพี่รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ การเขียนเนื้อร้องของเขามีเสน่ห์มาก
มีมุข มีคำเชิงเยอะแยะไปหมดเลย พี่ก็เลยอยากลองทำเพลงลูกทุ่งขึ้นมาสักเพลง ชื่อ "แก้วตาขาร็อค"
ทำให้เราสามารถเปิดไปสู่การเขียนเนื้ออีกแบบหนึ่งได้ เนื้อเพลงลูกทุ่งกับเนื้อเพลงป๊อปจะไม่เหมือนกัน ก็เลยลองทำดู ทำแล้วสนุก
คิดจะมีอัลบั้มลูกทุ่งเต็มๆ มั้ย ?
( หัวเราะ) คิดว่าไม่นะครับ พี่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางลูกทุ่งขนาดนั้น พี่ทำเพราะว่ารู้สึกอยากจะสนุกกับมัน
" สิ่งโบราณ" ที่ชื่นชอบ-ชื่นชม
พวกเครื่องเสียงครับ เครื่องเสียงที่บ้านของพี่เป็นสไตล์โบราณหมดเลย ไม่รู้พวกน้องๆรุ่นหลังๆจะเคยเห็นกันหรือเปล่า
( คนสัมภาษณ์ก็เพิ่งเคยเห็นจากของพี่ป้างนี่แหละ) สมัยก่อนเครื่องขยายเสียงมันจะเป็นหลอดๆ แท่งๆ
แต่สมัยนี้มันจะเป็นทรานซิสเตอร์เล็กๆ เป็นมินิคอมโปเสียส่วนใหญ่ แต่ที่บ้านพี่ยังเป็นหลอดอยู่เลย ไม่ได้เปิดปุ๊บ
ติดปั๊บนะ เวลาเปิด ต้องรอไฟสปาร์คให้ไฟมันร้อนก่อน และ ต้องฟังไป 15 นาทีถึงจะได้เสียงดีที่สุด เครื่องแบบนี้จะให้เสียงที่ดีมาก
นุ่มนวล เขาเรียกว่า แอมป์หลอด
หรืออย่างนาฬิกา พี่ก็ยังใช้นาฬิกาไขลานอยู่ อะไรที่เป็นของเก่าโบราณแล้วมันยังดี คลาสสิกๆพี่ก็ชอบ นาฬิกาไขลาน
มันหมายถึงว่าเราไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน ไม่ต้องโยนถ่านทิ้งเป็นขยะโลก เราก็ไขลานมันไปเรื่อยๆ
กลัวความคาดหวังของคนฟังมั้ย
พี่ไม่กลัวถ้าเราจะสื่อสารอะไรออกไปแบบจริงใจ มันจะดูมีเสน่ห์ในตัวมัน แต่ถ้าต้องสื่อสารอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา
พี่จะไม่มั่นใจ จะทำไม่ได้ แต่ถ้าเราสื่อสารแบบที่เป็นตัวเรา คนที่เขาชอบเรา เขาก็น่าจะรับได้ ซาวนด์ในอัลบั้มนี้ จริงๆ มันก็ไม่ได้เก่า
หรือ "โบราณ" แบบชื่ออัลบั้ม เพราะมันมีวิธีการผสมผสาน ซาวนด์ใหม่ แต่ใช้วิธีอัดเสียงและวิธีมิกซ์แบบเก่า ใช้คนเล่นจริงอัดหมด
แต่พี่ไม่ได้เอาซอหรือเอาอะไรเก่าๆ ปนเข้าไป อันนั้นมันจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
" ความโบราณของไทย" ที่น่าจะคงอยู่
ความเป็นไทยหลายอย่างที่ยังคงความเป็นโบราณอยู่ และตัวพี่ก็ชอบ อย่างเช่น ถ้าเป็นฝรั่งเขาจะไม่มีเรื่องวัยวุฒิเท่าไหร่
วัยไหนเขาก็ใช้เช็คแฮนด์กัน ไอ-ยู เหมือนกันหมด ฝรั่งเวลาทำงานเขาจะไม่มีเรื่องของวัย แต่คนไทย ถ้าเรารู้ว่าเขาอายุมากกว่า
เราก็จะเรียกพี่ เรายกมือไหว้สวัสดีคนที่อายุมากกว่า ซึ่งพี่ว่าก็ดี เป็นสังคมที่สงบร่มเย็น ไม่จำเป็นต้องตามฝรั่งแจ บางอย่างของเรา
พี่ว่าแจ๋วอยู่แล้ว ความเป็นไทย ยังมีเรื่องความเกรงใจ ยังมีรอยยิ้ม อีกอย่างหนึ่งคือวงการนักวิจารณ์ในบ้านเรา เป็นตัวอย่างที่ดีเลย
การวิจารณ์เพลงของฝรั่งถ้าเขาไม่ชอบ เขาสับเละเป็นขยะเลย ส่วนของไทยเราแค่เขียนติวิจารณ์ว่าไม่ดีตรงโน้นตรงนี้
แต่ไม่ได้ด่าด้วยคำแรงๆ เหมือนฝรั่ง ไทยอยู่กันแบบนุ่มนวล ไม่รุนแรง
การวิจารณ์อาจนำไปสู่การพัฒนารึเปล่า
แต่การวิจารณ์ที่มีคำพูดใส่อารมณ์ โดยส่วนตัวพี่ไม่ชอบ แต่ถ้ามีการติบอกว่าอันนี้ไม่ดี เพราะอย่างนั้นอย่างนี้
ติเป็นข้อมูลน่ะได้ แต่ลองอ่านของฝรั่งบางอันซิ..."อย่างนี่คือขยะที่ควรจะเอาไปทิ้งทะเลให้ปลาไหลกินได้แล้ว" ใช้คำแรงๆ
ไม่ได้ติเพื่อก่อ พี่ว่านี่ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของความเป็นไทย ยังมีดีๆ อีกหลายอย่าง
เล่าถึงไอเดียบนปกอัลบั้ม
พี่เป็นคนกำหนดคอนเซ็ปต์ของหน้าปกอัลบั้มครับ คือ พี่จะบอกว่าอยากได้ภาพ "เต่า" เต็มตัว
แต่ต้องเป็นภาพด้านล่างของเต่า ภาพกระดองเต่าด้านบนเราเห็นกันบ่อย พี่ต้องการลายเส้นของใต้ท้องเต่า
เพราะเราเห็นมันกันน้อยกว่าข้างบน พี่พยายามจะบอกว่า เวลาเราได้มองอะไรที่เราไม่ค่อยได้เห็นได้มอง เราจะเห็นภาพใหม่ๆ
การที่เป็นเต่าเพราะพี่ถือว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความโบราณ ของความเก่า "ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี"
เขาใช้เรียกอะไรที่มันโบราณ เชย ก็เลยเอาตัวเต่ามาเป็นสัญลักษณ์ ส่วนปกข้างในทางครีเอทีฟเขาสานต่อจากคอนเซ็ปต์ด้านนอก
เป็นพัฒนาต่อ ซึ่งพี่ก็ว่าดี มันเป็นยุคสมัยที่พัฒนาขึ้น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง อยากให้แต่ละคนดูรูปแล้วตีความกันเอง
ทำไมงานชุดนี้ไม่มีเพลงร็อคแรงๆ
พี่อยากทำให้อัลบั้มนี้ให้เบาลง สละสลวย มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น มันมีเหตุผลหลายอย่าง เพราะพี่คงอายุมากขึ้น
พี่คงทำอัลบั้มแรงๆ มาเยอะมากแล้ว พี่คงทำอะไรที่มันหนักๆ มามากแล้ว พี่คงอยากลองของที่มันเป็นอีกแบบหนึ่งแล้ว
พี่คงเป็นคนที่มีครอบครัวมีคู่ชีวิตแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันประกอบกันหมด พี่ไม่แน่ใจว่าอัลบั้มหน้าพี่อาจจะแรงมากกว่าเดิม
มันเป็นความรู้สึกตอนที่เราจะทำอัลบั้มว่าเราอยากทำยังไง ก็จะพยายามถ่ายทอดมันออกมาอย่างนั้น
มันเป็นเวลาของตอนที่ทำอัลบั้มว่าอยากให้มันออกมาอย่างไร
ปัญหาในการทำงานชุดนี้
เป็นเรื่องที่พี่พยายามใช้วิธีการอัดเสียงและการมิกซ์เสียงแบบยุคก่อนๆ ซึ่งมันทำให้หนักหนาสาหัสมากในตอนทำงาน
แทนที่จะมิกซ์เสร็จภายในหนึ่งวันก็ซัดไปสี่วัน หนักเพราะเราต้องทำคนเดียวด้วย ส่วนปัญหาอย่างอื่นก็คงไม่มีอะไร
งานชุดหน้าจะใช้วิธีการนี้อยู่มั้ย
คงต้องถามตัวเองตอนที่จะทำอัลบั้มต่อไปว่า ตอนนั้นเราอยากนำเสนออะไร ถ้าตอนนั้นเกิดอยากทำเพลงแดนซ์ขึ้นมา
เราก็อาจไม่ต้องมานั่งอัดแบบใช้คนอัดเสียงอย่างนี้ ต้องดูความต้องการที่จะนำเสนอตอนนั้น
พูดถึงบางเพลงในอัลบั้ม
" จุดต่ำสุด" ตอนแรกพี่คิดจะเขียนถึงสิ่งที่แย่ๆ แล้วเราจะมองมันอีกมุมหนึ่ง ที่คิดว่าจุดนั้นมันก็มีข้อดีของมัน
จุดต่ำสุดก็คือเวลาที่เราเจอเรื่องราวอะไรที่สาหัสมากๆ คิดว่าเป็นเรื่องที่แรงที่สุดในชีวิตแล้ว เราก็มักรู้สึกยอมแพ้ว่าแล้ว
ปล่อยแล้ว แต่พี่คิดว่า ถ้าเรามองโลกในอีกแง่หนึ่ง จุดนี้มันเป็นจุดที่ดีที่สุดในการที่จะลุกขึ้นสู้ เพราะถ้ามันเป็นจุดที่เราเห็นว่าต่ำสุดจริงๆ
เราแพ้อีก เราก็อยู่เท่าเดิม เพราะมันติดดินแล้วนี่ แต่ถ้าเราชนะ เราก็สามารถีบตัวกลายเป็นอีกแบบหนึ่งเลย
เพราะฉะนั้นจุดนี้จึงเป็นจุดที่ดีที่สุดในการลุกขึ้นสู้ต่างหาก ดนตรีเป็นแบบ west coast คือ ดนตรีฟังแล้วคิดถึงทุ่งหญ้า โปร่งๆ ให้กำลังใจ
" ขบวนสุดท้าย" เป็นคำที่ผู้หญิงหรือคนที่ยังไม่มีคู่ ฟังแล้วสะดุ้งๆ เป็นอีกอันที่พี่เอามามองในมุมกลับ
มันไม่แย่นักหรอกสำหรับคำว่า ขบวนสุดท้าย เพราะถ้าคุณเปรียบเทียบเรื่องนี้เป็นรถไฟจริงๆนะ แล้วคุณยืนอยู่ที่สถานีรถไฟ
ขบวนสุดท้ายมันกำลังจะไปแล้ว ลองมองดีๆ ซิ ขบวนสุดท้ายมันไม่จริงหรอก คืนนี้หมด พรุ่งนี้เช้ามันก็มาใหม่
อย่าไปใช้คำนี้ในการที่เราจะรีบสรุปเพื่อที่เราจะหาคู่ ประมาณว่าถ้าสายมากๆ ใครมาจีบก็เอาแล้วแหละ
ซึ่งพี่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ไง พี่เลยเปรียบเทียบว่า การที่เราจะขึ้นรถไฟไปนี่หมายถึงชีวิตทั้งชีวิตเลยนะ
เช็คจุดหมายให้แน่นอนเสียก่อน แล้วค่อยกระโดดขึ้นไป หมายถึงว่าให้เราเจอคนที่ใช่จริงๆ แล้วค่อยเลือกดีกว่า
อย่าไปใช้ความกดดันของคำนี้มาตัดสินหรือตะครุบเลือกแฟนเลย
" ความเป็นแม่" เริ่มมาจากพี่เห็นยายเลี้ยงหลาน พี่เลยรู้สึกว่าตอนที่เขาเลี้ยงเรา เขาก็คงรู้สึกอย่างนี้
คือทุ่มหมดทั้งชีวิตจิตใจและร่างกาย ผู้หญิงคนหนึ่งเลี้ยงเด็กคนหนึ่งนี่ พี่ว่าผู้ชายไม่มีทางทำได้เลย มันยิ่งใหญ่สุดๆ ที่เขาทุ่มเทลงไป
โดยไม่สนใจตัวเองเลย เลยรู้สึกว่าน่าจะมีใครสักคนมาดูแลเขาอีกทีนึง พี่เลยเขียนเพลงว่า ถ้าเธอทุ่มจนหมดตัวหมดใจฉันจะดูแลเธอเอง
ซึ่งความรู้สึกตรงนี้มันหมายถึง เราดูแลแม่เรา หรือเราดูแลแฟนของเราซึ่งกำลังดูแลลูกของเราอยู่ก็ได้
มองวงการเพลงตอนนี้เป็นยังไง
พี่ว่าวงการเพลงไทยมีการพัฒนาของมันดีวันดีคืนนะฮะ จนกระทั่งมาถึงยุคเทปผี การพัฒนาสะดุดลงอย่างเห็นได้ชัด
วงใหม่ๆ เด็กรุ่นน้องๆ ที่เขาพยายามเสนอความแปลกใหม่ เขาไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการทำอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก
เขาต้องไปทำอย่างอื่น พี่ว่าเทปผีมีส่วนเยอะ มันทำให้เด็กรุ่นน้องๆ ที่ต้องการยอดขายสักประมาณแค่นี้ ซึ่งเขาก็อยู่ได้แล้ว
แต่เมื่อมันโดนหารสองไปกลายเป็นยอดที่เขาอยู่ไม่ได้ เขาก็ต้องไปทำอย่างอื่นแทนที่เขาไม่ได้รัก
พี่ว่าการวิวัฒนาการของเพลงไทยมันมาสะดุดตรงนี้แหละกับ สะดุดลงในยุคเทปผีเฟื่องฟู
อะไรทำให้คนซื้อเทปผีโดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิด
เป็นเรื่องของเศรษฐกิจด้วยหนึ่ง เพราะว่าเทปผีมันถูกกว่า แต่ทีนี้ถ้าประชากรของประเทศเรามีจิตสำนึกของความถูกต้องอยู่
ถึงเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ปัญหาเทปผีก็คงบางเบาลงกว่านี้เยอะ แต่ปรากฏว่าตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปถึงเรื่องการขาดการปลูกจิตสำนึก
เราไม่ได้ยี่หระอะไรมากกับเรื่องเหล่านี้ เราไม่ได้ถูกสอนหรือปลูกฝังให้เคารพในเรื่องลิขสิทธิ์อะไรมากมายมาตั้งแต่เด็ก
เราไม่ค่อยมีเรื่องนี้ในชั้นเรียน เรามีการสอนเรื่องศีลธรรม เราสอนหน้าที่พลเมือง แต่เราไม่ได้สอนเรื่องการเคารพสิทธิ
ไม่ได้พูดจริงเรื่องการที่ต้องต่อแถวเข้าคิวซื้อของ เรายังคงมุงๆซื้อของ ข้อดีของฝรั่งคือเขามีระเบียบ เขาเคารพเรื่องลิขสิทธิ์
แต่คิดว่าอนาคตมันคงจะดีขึ้น เพราะว่าตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างทั่วโลกมันเห็นกันหมด เดี๋ยวเด็กรุ่นใหม่ก็คงอายฝรั่งที่เรากลายเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ เหมือนที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการทำของปลอมไปแล้ว